ผู้หญิงที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี : 5 สิ่งชวนรำคาญที่ผู้หญิงทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีต้องรับมือ

เพราะอะไรผู้หญิงในธุรกิจด้านเทคโนโลยีจึงมีจำนวนไม่มากนัก? หญิงสาวคนหนึ่งผู้ทำธุรกิจด้านนี้จะให้คำตอบ

ข้อเท็จจริง: ความหลากหลายทางเพศด้านการเป็นผู้นำ คือแรงขับดันไปสู่การทำกำไรที่สูงขึ้น ช่วยให้บริษัทดำเนินงานได้ดีขึ้น และจำเป็นสำหรับการสร้างนวัตกรรม รายงานการวิจัยจากสถาบันทางการวิจัยด้านธุรกิจ และการจัดการชั้นนำของโลกอย่าง McKinsey Global Institute ในปี 2015 พบว่าการให้ความเสมอภาคกับผู้หญิงอาจสามารถเพิ่ม GDP โลกได้มากกว่า 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2025

ในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ความคล่องตัวและมีความพร้อมที่จะยอมรับแบบฝึกหัดใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเติบโตและนวัตกรรมล้ำสมัย คือมารตราฐานที่ควรต้องมี แต่กลับเป็นเรื่องน่าขำ เพราะโลกเทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันกลับถูกผู้ชายครอบครองและไม่เป็นมิตรกับผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย

และนี่คือรายการคราวๆ ที่ผู้หญิงซึ่งผลักดันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจด้านเทคโนโลยี ยังต้องดิ้นรนฝ่าฟันจนถึงทุกวันนี้

1. อาจถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวในที่ทำงาน และเราก็รู้สึกเดียวดายได้จริงๆ

การได้รับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรและความเท่าเทียมในที่ทำงาน มีโอกาสเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงอย่างเรา แม้ในบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง Google หรือ Facebook หากมองหาจากพนักงาน 10 คน จะมีผู้หญิงเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น หากมองหาของเจ้าของธุรกิจ Startup ด้านเทคโนโลยีที่เป็นผู้หญิงล่ะ? มีเพียง 17% เท่านั้น

ผู้นำที่เป็นผู้ชายมีแนวโน้มให้คำปรึกษากับผู้ชายด้วยกัน และเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงในการพิสูจน์ตัวเองในเรื่องของการเป็นแบบอย่างหรือการเป็นที่ปรึกษา เมื่อผู้หญิงรู้สึกว่าขาดแรงสนับสนุนและไม่ค่อยก้าวหน้า จึงเลือกลาออกจากงาน ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก

2. การกีดกันทางเพศและการถูกล่วงละเมิดทางเพศยังคงมีอยู่จริง

ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ประกอบการและเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันมีประสบการณ์ตรง วันแล้ววันเล่าเกี่ยวกับการเผชิญหน้าทั้งกับการกีดกันทางเพศและการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อถูกเชิญให้ขึ้นพูดในอีเว้นท์หรือการประชุมต่างๆ ที่น่าสยองขวัญจากการถูกมองว่าเป็น “ของแปลก” อยู่แล้ว ยิ่งทำให้รู้หมดกำลังใจเข้าไปอีก สิ่งนี้คือเครื่องบั่นทอนความสำเร็จและศักยภาพของตัวเราได้เป็นอย่างดี

3. ผู้หญิงถูกประเมินคุณค่าจากพฤติกรรม ในขณะที่ผู้ชายถูกประเมินจากศักยภาพ

เคยรู้สึกว่าต้องทำงานหนักกว่าผู้ชายเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเองไหม ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้หญิงรู้สึกบ่อยๆ ว่าต้องแสดงความสามารถของตัวเองออกมาให้ชัดแจ้ง และต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถเทียบเท่าผู้ชาย

เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ความสำเร็จของผู้หญิงถูกมอกว่าเป็นเพราะโชคช่วย ในขณะที่ผู้ชายประสบความสำเร็จจากความสามารถของเขาเอง และไอเดียของผู้หญิงที่นำเสนอในที่ประชุมจะถูกมองข้าม แต่หากผู้ชายหยิบไอเดียเดียวกันขึ้นมาเสนอในภายหลังกลับกลายเป็นไอเดียสุดเลอค่าไปทันที

4. เรามักถูกมองว่า “มีความเป็นผู้หญิงเกินไป” หรือไม่ก็ “แมนเกินจริง”

คุณเคยถูกพูดถึงในทำนองว่า “ก้าวร้าว” หรือ “ชอบออกคำสั่ง” บ้างไหม คำตอบที่ได้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ชายจะภาคภูมิใจในความแน่วแน่ของตัวเอง แต่ถ้าผู้หญิงทำในแนวทางที่เหมือนกันเป๊ะกับผู้ชายจะถูกมองว่าเป็นคนก้าวร้าว

บรรดาผู้หญิงในธุรกิจด้านเทคโนโลยีต้องฝ่าฟันระหว่างถูกมองว่า “เป็นผู้หญิงมากเกินไป” (ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนเหลาะแหละ ไม่เอาจริงเอาจัง) หรือ “แมนเกินไป” (ซึ่งทำให้ไม่มีใครอยากคบ) เราทุกคนต่างรู้ดีว่าในสังคมปัจจุบัน เราจำเป็นต้องได้รับทั้งการชื่นชอบ และเป็นที่เคารพ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้ก้าวไปข้างหน้าและเส้นทางของผู้หญิงก็ยังคงเหมือนต้องเดินไต่บนลวดเส้นบางๆ ต่อไป

5. เราไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเราเป็นคนฉุดตัวเองก้าวไปข้างหน้า

เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยว่าตัวผู้หญิงอย่างเราๆ มีส่วนสนับสนุนอย่างใหญ่หลวงให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศโดยการดึงตัวเองกลับเข้าไปอยู่ภายเกราะป้องกัน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชายมีโอกาสได้งานหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่ง แม้มีคุณสมบัติเพียง 60% มากกว่า ในขณะที่ผู้หญิงจะได้งานทำต้องใช้ความสามารถถึง 100% ผู้หญิงจำนวนมากจะกลัวความล้มเหลวและไม่ยอมเผชิญหน้ากับการถูกปฏิเสธ ผู้หญิงยังได้เงินเดือนต่ำว่าผู้ชายในตำแหน่งหน้าที่เดียวกันในบริษัทเดียวกันถึง 63% มีผู้หญิงเพียง 30% เท่านั้นที่ทำการต่อรองเรียกร้องค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง

อัตราการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ต้องใช้เวลาถึง 250 ปี เพื่อทำให้ CEO ผู้หญิงและผู้ชายมีจำนวนเท่ากันในการจัดอันดับ CEOs ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 500 คน นี่จึงเป็นเหตุผลในการมุ่งมั่นจัดหาช่องทางให้ผู้หญิงที่มีความเป็นผู้นำได้เป็นผู้ ให้ความรู้และกระตุ้นให้ผู้หญิง “อยาก” พัฒนาตัวเองที่ LeanIn.Org ก่อตั้งโดย COO ของ Facebook เชอร์ลีลย์ แซนด์เบิร์กเพื่อให้อำนาจกับผู้หญิง

ตอนนี้เรามีการพูดคุยกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานและลักษณะทั่วไป และผู้หญิงเองก็สามารถสร้างชุมชนได้อย่างรวดเร็วเพื่อแบ่งบัน แรงสนับสนุน อุปกรณ์และคำแนะนำในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการตื่นตัวในเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ การกีดกันทางเพศในเส้นทางธุรกิจสายเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ไม่มีช่วงเวลาไหนที่เหมาะจะเข้าใกล้การจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างเพศในการเป็นผู้นำมากไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว


โจแอล แปงค์ ผู้ประกอบการชาวสิงคโปร์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนที่กระตือรือร้นเรื่องการมีอำนาจของผู้หญิงในที่ทำงาน มีประสบการณ์ด้าน เทคโนโลยี Startup และการค้าขายทางอินเตอร์เน็ต วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ on-demand space มากว่า 10 ปี ปัจจุบันโจแอลล์รับผิดชอบเรื่องการเปิดตัวนวัตกรรมการแก้ปัญหาข้ามทวีปเอเชียด้วย SPH Digital เริ่มต้นที่ FastJobs Asia ด้วนแพลตฟอร์มการสรรหาแบบใหม่ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้นายจ้างติดต่อกับกรรมการที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหารในช่องทางที่มีประสิทธิภาพ

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม:

ธุรกิจท่องเที่ยวเปลี่ยนฉันให้กลายเป็นผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว

เรื่องสยองของบิทคอยน์ : ฉันสูญเงิน 250 ล้านบาทในข้ามคืน

เมื่อคุณแม่ซีอีโอต้องดูแลทั้งบริษัทและลูกน้อยไปพร้อมกัน

ผู้หญิงที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี : 5 สิ่งชวนรำคาญที่ผู้หญิงทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีต้องรับมือ