เปลืองไปรึเปล่า? 10 คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนซื้อของ และ วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย แบบใช้ได้ผลชัวร์ ๆ

เปลืองไปรึเปล่า? 10 คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนซื้อของ และ วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย แบบใช้ได้ผลชัวร์ ๆ

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบช้อปปิ้ง หรืออดไม่ได้เวลาเห็นของเซลล์ล่ะก็ต้องอ่านบทความนี้ วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย และคำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนจะซื้อของไร้สาระ!

10 คำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนซื้อของ และ วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย

 

เดือนนี้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาแล้วกี่ตัว? คุณมักจะซื้อของมาด้วยอารมณ์ชั่ววูบแล้วก็มานั่งคิดเสียดายเงินทีหลังรึเปล่า? มีรองเท้ากี่คู่แล้วที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใส่? ถ้าใครมีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ แสดงว่ากำลังเสพติดการช้อปปิ้งและซื้อของฟุ่มเฟือยเยอะเกินไปแล้วล่ะค่ะจริงอยู่ว่าการช้อปปิ้งมันช่วยให้รู้สึกดีและมีความสุขได้ แต่ถ้าช้อปเกินตัวจนต้องมานั่งเครียดตอนปลายเดือน หรือเวลาบิลบัตรเครดิตมาก็ไม่ไหว ขืนปล่อยไว้นานหนี้บานแน่ ๆ แต่จะปรับยังไงดีนี่สิปัญหา ถ้าใครยังคิดไม่ออกล่ะก็ลองมาดู 10 คำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนซื้อของ และ วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย จาก Asian Money Guide กันดีกว่าค่ะ

วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย

คำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนซื้อของ

ก่อนที่จะซื้อของต่อไปนี้ลองไล่ถามคำถามตัวเองให้ได้ทีละข้อนะคะ

  1. จ่ายไหวหรอ ถ้าของที่อยากได้มีราคาแพงลองถามตัวเองก่อนว่าจ่ายไหวมั้ย มันเกินตัวเราไปหรือเปล่า ถ้าซื้อแล้วเงินจะพอใช้มั้ย เหลือเก็บหรือเปล่า
  2. มีหนี้เหลืออยู่เท่าไหร่ บัตรเครดิตผ่อนได้ตั้ง 10 เดือน จ่ายแค่เดือนละพันกว่าบาทสบาย ๆ แต่อย่าลืมว่าตอนนี้มีหนี้เท่าไหร่ใช้หมดหรือยัง พันนึงอาจจะดูไม่เยอะเท่าไหร่แต่ถ้ารวมกันหลาย ๆ ชิ้นก็คงไม่ไหวนะ ทางที่ดีถ้าจะรูดจริง ๆ ตั้งเป้าไว้ว่าจะผ่อนแค่ทีละชิ้นเท่านั้น ผ่อนหมดเมื่อไหร่ถึงจะรูดชิ้นต่อไปได้วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย
  3. ถามตัวเองเสมอว่าจำเป็นมั้ย กี่ครั้งแล้วที่เราซื้อของมาเพราะสวย แต่กลับเอาไปใช้ประโยชน์จริงไม่ได้เลย กระเป๋าใบนี้สวยมากเก๋มาก แต่เอาไปมิกซ์กับอะไรก็ไม่ได้ เจอของแต่งบ้านน่ารักสุด ๆ แต่สุดท้ายเอาไปตั้งแล้วได้อะไรนอกจากปล่อยให้ฝุ่นจับ
  4. อย่าซื้อเพราะถูก "แกกก มันถูกกกก มันต้องซื้อออ" ถูกน่ะใช่ แต่ถูกแล้วคุ้มหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าซื้อมาเพราะถูกแต่สุดท้ายใส่ได้ครั้งเดียวก็ไม่ชอบ จำไว้เสมอว่าความคุ้มค่าสำคัญกว่าราคาค่ะวิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย
  5. เดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรอีกหรือไม่ หลายคนชอบคิดว่าเงินยังเหลือเท่ากับซื้อได้ แต่ที่เหลืออยู่เนี่ยคิดให้ดีก่อนว่าเดือนนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรอีกหรือไม่ จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์หรือยัง ถ้าจ่ายแล้วจะเหลือเงินอีกเท่าไหร่ แบ่งให้ดี ๆ ไม่ใช่ซื้อแบบไม่คิดแล้วพอถึงเวลาจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้วไม่มีเงินใช้นะคะ
  6. ซื้อเพราะชอบหรือซื้อเพราะตามกระแส ถามตัวเองดี ๆ ก่อนว่าชอบจริงหรือเปล่า หรือซื้อเพราะเห็นว่าคนฮิตเสื้อแบบนี้เลยต้องซื้อบ้าง ถ้าคิดว่ามันตกเทรนด์ไปแล้วจะไม่หยิบมาใส่อีกล่ะก็อย่าซื้อเด็ดขาด
  7. อยากได้หรือแค่อยากอวด ต้องยอมรับว่ามันมีคนบางประเภทที่ซื้อเพราะแค่อยากเอาไปโชว์ เอาไปถ่ายรูปลงโซเชียลให้คนอื่นมาชมเท่านั้น พอถ่ายรูปเสร็จก็ไม่ได้หยิบมาใช้อีกเลย แล้วก็ต้องหาของชิ้นใหม่มาโชว์อีก กลายเป็นลูปที่ไม่จบไม่สิ้นซักที ถ้าใครเข้าข่ายนี้ล่ะก็ถามตัวเองดี ๆ ว่าซื้อไปทำไมกันแน่ โชว์แล้วได้อะไรขึ้นมา ยอดไลค์นิดหน่อยหรือคำชมไม่กี่คำมันคุ้มกับเงินที่เสียไปจริง ๆ หรอวิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย
  8. เข้ากับเรามั้ย ข้อนี้อาจจะต้องหันไปถามคนอื่นดู เพราะเวลาที่เราอยากได้อะไรเรามักจะหน้ามืดตามัวมองยังไงก็สวยจนลืมมองว่ามันเข้ากับเรารึเปล่า ในขณะที่คนอื่นจะมองเห็นภาพรวมว่ามันเข้าหรือไม่เข้ากับเรา ไม่อย่างนั้นถ้าซื้อมาใส่จริง ๆ แล้วไม่สวยล่ะก็เสียดายเงินแย่
  9. ถ้าไม่มีป้ายเซลล์จะซื้อมั้ย กี่รอบแล้วที่เราซื้อของมาเพราะเห็นป้ายเซลล์ ของเซลล์อาจจะราคาต่ำลงกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกเสมอไป อย่างเช่นเสื้อยืดแบรนด์หนึ่งราคาเต็ม 1,200 ลดเหลือ 800 เราก็มองว่าถูกมากเพราะลดลงมาตั้ง 400 แต่ถ้ามาคิดถึงคุณภาพหรือความคุ้มค่าจริง ๆ แล้ว 800 ก็ยังถือเป็นราคาที่แพงเกินไปสำหรับเสื้อยืดหรือเปล่า?วิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย
  10. เงินจำนวนนี้เอาไปทำอะไรได้บ้าง ลองคิดดูว่าเงินที่เราจะเอาไปซื้อของชิ้นนี้จะเอาไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์อย่างไรได้บ้าง อย่างเช่นรองเท้าคู่ละสามพันอาจจะเอาไปใช้จ่ายค่าโทรศัพท์ได้ 10 เดือน แถมรองเท้าเดิมก็ยังดีอยู่ ซื้อไปก็เสียดายเงิน

ทริคตัดใจไม่ซื้อของ

ถ้าขี้เกียจมานั่งถามตัวเองล่ะก็ลองดูวิธีเหล่านี้แทนค่ะ

  1. ไม่พกบัตรเครดิต ชอบรูดนัดใช่มั้ย งั้นก็แก้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องพกบัตรค่ะเก็บไว้บ้านเลย คิดว่าจำเป็นจริง ๆ ค่อยพกไป แต่ถ้ากลัวห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกก็เอาไปฝากพ่อแม่หรือแฟนเลย เวลาจะใช้ค่อยไปขอ จะได้มีคนคอยเตือนสติอีกรอบตอนจะใช้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะไปรูดน่ะจำเป็นจริง ๆ รึเปล่า
  2. แบ่งเงินเก็บเข้าบัญชีอื่นไปเลย มีเงินแล้วมันอดใช้ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็แยกบัญชีไปเลยค่ะ กำหนดเลยว่าแต่ละเดือนจะใช้เงินเท่าไหร่ ที่เหลือโอนเข้าบัญชีเงินเก็บแบบที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม พอมีเงินในชัญชีเหลือน้อยแล้วอีกบัญชีถอนมาใช้ยากเดี๋ยวก็ตัดใจไม่ซื้อได้ไปเองค่ะ
  3. รื้อตู้เสื้อผ้ารื้อบ้านดูก่อน ว่าง ๆ ลองไปรื้อดู จะทำให้เราเห็นได้ชัดมากว่าเราเสียเงินไร้สาระไปกับอะไรบ้าง มีของตั้งเท่าไหร่ที่เราเสียเงินซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้หรือลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีอยู่ เสื้อตัวนี้ซื้อมาตอนเซลแต่ใส่ไม่สวย กระเป๋าใบนั้นน่ารักแต่ใส่ของได้น้อยเลยไม่ชอบใช้ ตุ๊กตาตัวนี้ซื้อมาวางไว้ได้แปปเดียวก็เก็บลงกล่อง รองเท้าคู่นี้ใส่แล้วเจ็บ ลิปสติกอันนี้เนื้อไม่ดีใช้แล้วปากแห้ง และอีกสารพัดสิ่งที่กลายเป็นขยะรอวันทิ้ง ลองเอามาวางรวมกันแล้วกดเครื่องคิดเลขดูนะคะว่ารวมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ แล้วคุณอาจจะตกใจกับตัวเลขที่เห็นวิธีตัดใจไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือย
  4. คิดถึงเวลาที่หาเงิน คำนวนไปเลยค่ะว่าเราทำงานได้วันละกี่บาท ชั่วโมงละกี่บาท และของไร้สาระที่เรากำลังจะซื้อเนี่ยต้องทำงานทั้งหมดกี่วันกี่ชั่วโมงถึงจะได้เงินพอมาซื้อมัน แล้วมันคุ้มกันมั้ยกับของชิ้นนี้
  5. พกเงินติดตัวน้อย ๆ พอมีเงินในกระเป๋าน้อยเราจะเริ่มคิดมากขึ้นเวลาจะต้องใช้จ่ายอะไร ลองกำหนดเงินที่จะใช้ในแต่ละวันแล้วพกเงินติดตัวแค่นั้นดู แรก ๆ อาจจะรู้สึกว่าลำบากหน่อยแต่พอเริ่มชินล่ะก็จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้เยอะเลยค่ะ
  6. เก็บเงินได้ค่อยซื้อ ถ้าอยากได้จริง ๆ แล้วเป็นของที่มีราคาล่ะก็ ตั้งเป้าให้ตัวเองเลยค่ะว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาซื้อ ดีไม่ดีพอเราเก็บเงินได้พอแล้วเราอาจจะไม่อยากได้ของชิ้นนั้นแล้วก็ได้

ภาพและข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท ทิคเกิ้ลมีเดีย จำกัด ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล และรูปภาพนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่ได้มีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทฯเรียบร้อยแล้ว

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

7 สิ่งที่ควรลงทุน ใช้เงินซื้อ แบบไม่ต้องเสียดาย!

9 แหล่งช้อปปิ้งสินค้ามือสองในกรุงเทพ-ทั่วไทย ใช้เองดี ขายต่อก็กำไรงาม!

5 ทริคเก็บเงินฉบับชาวพันทิป ทำตามง่ายได้เงินจริง!

Written by

Kookkai